Archive | การศึกษา RSS feed for this section

10 วิธีการพัฒนาห้องเรียน

25 ส.ค.
10 วิธีการพัฒนาห้องเรียน
1. การฝึกเรื่องกฎระเบียบ การเสริมแรงนักเรียนทำให้นักเรียนสามารถอยู่ในกฎระเบียบได้ เช่น การสร้างรถไฟกระดาษ โดยนักเรียนสร้างรถไฟของตนเอง นำไปติดที่ผนังห้อง หากเด็กทำความดี นักเรียนจะได้ต่อความยาวของรถไฟของตนเอง และอาจให้รางวัลพิเศษสำหรับนักเรียนที่มี
ขบวนรถไฟยาวที่สุดเป็นช่วงๆ
Reward Charts To Encourage Good Behaviour
2. บทร้องกรองสอนใจ ครูอาจนำบทร้อยกรอง คำขวัญต่างๆ มาติดในห้องเรียน และหากนักเรียนมีผลงานที่น่าสนใจให้ครูนำมาติดเพิ่มเติมด้วยความรวดเร็วที่สุด สิ่งเหล่านี้สามารถเปิดโลกทัศน์ พัฒนาวิสัยทัศน์ให้แก่นักเรียนได้ รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียนได้
3. จัดส่วนของผนังรักษ์สิ่งแวดล้อม การซื้อสิ่งสำเร็จรูปมาใช้จัดห้องเรียน ควรทำให้น้อยที่สุด ควรให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดทำผลงานโดยนำสิ่งเหลือใช้มาพัฒนาให้เป็นชิ้นงาน แทนที่จะทิ้งเป็นขยะทำลายสิ่งแวดล้อม
4. การสร้างชิ้นงานที่มีมิติ เช่น ความลึก ความหนา จะช่วยสร้างชีวิตชีวาให้แก่ห้องเรียนได้เป็นอย่างดี
5. การสร้างแผนผังชุมชนหรือสถานที่สำคัญ  การจัดป้ายนิเทศแสดงแผนผังของชุมชนหรือสถานที่สำคัญ หรือการจราจร จะส่งเสริมการการจัดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี
6. จัดทำกล่องใส่ผลงาน โดยการนำกล่องเหลือใช้มาทำสีอะคลิริค ตกแต่งด้วยสิ่งสวยงามต่างๆ เช่น เศษผ้า กระดุม หรือภาพจากนิตยสารต่างๆ เขียนชื่อเจ้าของกล่อง นำเป็นกล่องสะสมงานของนักเรียนได้
7. สร้างมุมเก็บผลงานทางศิลปะของนักเรียน สร้างความภาคภูมิใจให้แก่เด็กๆได้ นักเรียนสามารถอวดผลงานกับผู้ปกครองหรือใครๆได้
8. หากห้องเรียนอยู่ใกล้กับสิ่งที่ไม่น่ามอง ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการพัฒนาห้องเรียน โดยอาจตั้งคำถามว่า สิ่งใดที่นักเรียนต้องการเห็นเมื่อมองออกนอกหน้าต่าง จากนั้นให้นักเรียนวาดภาพแล้วนำไปติดที่หน้าต่าง คราวนี้เมื่อมองออกนอกหน้าต่างก็จะพบแต่สิ่งที่อยากจะมอง
9. รองเท้าเก่าๆ แปลงร่าง ของเหลือใช้ต่างๆมีคุณค่าเสมอ รวมทั้งรองเท้าผ้าใบเก่าๆของนักเรียนสามารถนำมาใช้ในการปลูกต้นไม้ได้ โดยอาจมีการตกแต่งรองเท้าให้สวยงามโดยการเพ้นท์สี หรือสิ่งตกแต่งต่างๆ
stand with flowers planted in shoes Stock Photo - 4748584
10. พัฒนาป้ายนิเทศโดยอาจใช้วัสดุเหลือใช้ต่างๆ เช่น การสร้างมุมอวกาศสำหรับนักเรียน  อาจใช้ซีดี เป็นดาวต่างๆในระบบสุริยะ เป็นต้น
แปลจากบทความของ Jennifer O. Prescottที่มา http://www2.scholastic.com/

เก็บมาฝากจาก…SYMPOSIUM โรงเรียนในฝัน

23 ส.ค.

คำถาม…โรงเรียนอะำไรเ่อ่ย มียานอนหลับมากที่สุด

คำตอบ…”โรงเรียนในฝัน”

แปลกนะโรงเรียนในฝัน ภาษาอังกฤษไม่ได้ใช้คำว่า Dream School แต่ใช้คำว่า Lab School

ความหมายไม่ได้หมายความว่าไม่อาจเกินขึ้นจริงได้ แต่มันอาจจะเกิดขึ้นจริงเฉพาะในการทดลองเท่านั้น หมายถึงเฉพาะโรงเรียนในฝันเท่านั้น หรืออาจมีความหมายอีกนัยคือ เมื่อมันสามารถเกิดขึ้นได้ในการทดลอง ก็มีแนวโน้มที่จะไปใช้ได้จริง หมายถึงโรงเรียนโดยทั่วไป

การที่โรงเรียนในฝัน อาจได้รับงบประมาณหรือวัสดุอุปกรณ์เป็นพิเศษมากมาย หรือครูในโรงเรียนจะได้รับการtreat ให้ไ้ด้รับการพัฒนามากเป็นพิเศษกว่าครูในโรงเรียนปกติ อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ผลสัมฤทธิ์จะเกิดเฉพาะใน Lab School เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม Lab School จะเกิดขึ้นได้แน่เพราะเป็นโรงเรียนที่มุ่งเน้นการปฏิบัติการของทุกกลุ่มสาระฯที่นักเรียนได้เรียนรู้ มุ่งผลสัมฤทธิ์ที่ตัวนักเรียนเป็นหลัก ผู้ประเมินจะพิจารณาสิ่งต่างๆที่ประจักษ์ได้ทั้งภายในตัวนักเรียนและรอบๆตัวนักเรียน

กล่าวอะไรมามากมาย จริงๆแล้วอยากจะนำเสนอภาพต่างๆที่ตนเองเก็บมาฝาก ซึ่งคัดมาเฉพาะที่น่าจะเป็นประโยชน์ ด้านล่างเลยค่ะ

คลิกชม…..ภาพจากงาน Symposium โรงเรียนในฝัน

Symposium โรงเรียนในฝัน

21 ส.ค.
ดร.ชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์ รองเลขาธิการ กพฐ. ได้บรรยายให้ความรู้แก่สมาชิกสัมมนาในพิธีเปิดงานการประชุมสัมมนานำเสนอผลงานทางวิชาการโรงเรียนในฝัน 20-23 สิงหาคม 2553 สรุปได้ดังนี้
ครูที่พึงประสงค์
  • ครูที่ใฝ่เรียนรู้ กระตือรือร้นทั้งในและนอกห้องเรียน อย่างต่อเนื่องยาวนาน

ครูที่อยู่ในความทรงจำของนักเรียนยาวนาน

  • สร้างสรรค์
  • สอนสนุก
  • เข้าใจนักเรียน
ทำอย่างไรจึงเป็นครูที่ดีให้ได้
  • ต้องมีความคาดหวังสูงต่อตัวนักเรียน เชื่อมั่นในตัวนักเรียนว่านักเรียนจะสามารถพัฒนาได้ และทำให้นักเรียนรู้ตัวว่าครูมีความเชื่อมั่นในตัวของเขา
  • ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ และส่งเสริมให้นักเรียนคิดนอกกรอบด้วย
  • โดยเรื่องที่คิดต้องใกล้ตัวนักเรียน เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง และทำให้เด็กรู้สึกตื่นเต้น
  • ต้องเป็นบุคคลที่ปรับตัวได้ง่าย ปฏิบัติงานได้หลากหลาย
  • รับรู้ ถึงความต้องการของผู้อื่น
  • สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างหลากหลายในแต่ละวัน
  • ยืดหยุ่น ละมุนละม่อม จริงใจ
  • ต้องเป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน มีความมั่นใจที่จะพัฒนาตนเอง
  • ไม่เฉื่อยชา
  • กระตือรือร้นในการรับรู้สิ่งใหม่ๆ
  • ใส่ใจนักเรียน
  • มีหลักในการพัฒนาตนเอง เช่นความถนัดและความสนใจของตนเอง
  • ต้องทำตนให้เป็นบุคคลธรรมดา ไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ
  • แสดงความชื่นชมนักเรียน
  • แสดงความเห็นอกเห็นใจผู้ปกครอง
  • อาจไม่รู้ทุกเรื่อง ยอมรับในเรื่องที่ตนเองไม่รู้
  • กล่าวคำขอโทษบ้าง ตามความจำเป็น
การพัฒนาไม่จำเป็นต้องทำทุกข้อเลือกเพียงบางข้อเพื่อเริ่มต้น แล้วค่อยๆเพิ่มประเด็น ในที่สุดก็จะเป็นครูที่ดี…ที่สุด
เทคนิคการสอนเพื่อก้่าวสู่…ครูที่ยอดเยี่ยม
  • กำหนดเกณฑ์และการเรียนอย่างชัดเจน
  • รู้และเข้าใจเรื่องที่สอนอย่างแท้จริง ไม่สอนสิ่งที่ผิด
  • มีการศึกษาหาความรู้ทางอินเตอร์เน็ต
  • เป็นผู้ฟังที่ดีของนักเรียน
  • ไม่ดูถูกนักเรียน
  • มีการประเมินจุดเด่นจุดด้อยของชั้นเรียนอย่างต่อเนื่อง
  • จัดการประเมินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการประเมินตามสภาพที่แท้จริง ไม่มุ่งเน้นการประเมินที่ใช้แบบประเมินในการตัดสินอย่างเดียวเท่านั้น
  • ยกย่องชมเชยนักเรียน ทั้งด้านความสามารถและความพยายามของนักเรียน
  • ต้องขยันเขียน โดยเฉพาะการบันทึกความก้าวหน้าของผู้เรียน และส่งให้ผู้เรียนได้รับรู้ ต้องเสริมแรงในทางบวกเท่านั้น
การบริหารผู้บริหาร
พื้นฐานความสัมพันธ์ ครูควรมองผู้บริหารว่าเป็นบุคคลธรรมดาเช่นเดียวกับตนเอง แต่มีอำนาจในมือ ครูควรใช้อำนาจของผู้บริหารให้เป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนมากที่สุด
  • กรณีที่ 1 ครูและผู้บริหารมีความสัมพันธ์ต่อกันดีมาก ไม่มีปัญหาที่ส่งผลกระทบในการทำงานร่วมกัน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ผู้บริหารจะให้การสนับสนุนในทุกเรื่องอย่างเต็มที่ และครูจะมีความสุขและกล้าริเริ่มงานใหม่ๆ
  • กรณีที่ 2 ครูไม่มีปัญหากับผู้บริหาร แต่มีปัญหากับครูด้วยกันสิ่งที่่ทำดีอยู่แล้วก็ทำให้ดีขึ้นต่อไป แต่ภายใต้ข้อคิดที่ว่า try to fly under the radar หมายถึงว่าปลอดภัยไว้ก่อน ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด
  • กรณีที่ 3 ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้บริหาร มีบรรยากาศไม่สู้ดี  ให้ครูบันทึกเหตุการณ์ทุกกรณีที่เกิดเหตุที่ทำให้เกิดบรรยากาศไม่ดี ให้ละเอียดทั้งวันเวลา รวมทั้งบทสนทนาทั้งหมด (ระวังจะเข้าข้างตนเองด้วย) นำข้อบันทึกดังกล่าวมาพิจารณาภายหลังด้วยเหตุผล อาจทำให้เกิดข้อสรุปได้ว่า เพราะเหตุใดจึงเกิดปัญหาขึ้น
  • กรณีที่ 4 ผู้บริหารมีปฏิกิริยาชัดเจนในทางลบต่อครู ครูสงบ ตั้งสติ ให้ความอ่อนน้อม และปฏิบัติในสิ่งที่พึ่งปฏิบัติตามนโยบายของโรงเรียน  ครูตั้งเป้าหมายในการทำงานใหม่ ตามหลักของความถูกต้องและพึงกระทำ แล้วเดินหน้าทำต่อไป
  • กรณีที่ 5 ผู้บริหารมีปฏิกิริยาชัดเจนและรุนแรงมากขึ้น ในทางลบต่อครู  ครูต้องไปปรึกษากับผู้บริหารในระดับสูงกว่า     ครูต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเอง บนพื้นฐานของความถูกต้อง
  • กรณีที่ 6 ผู้บริหารมีปฏิกิริยารุนแรงมาก และไม่ยุติ  ครูต้องย้ายโรงเรียน  ครูเลิกสนใจปัญหาทั้งหมด แล้วหันมาสนใจเพียงการพัฒนานักเรียนเท่านั้น
กฏแห่งความสำเร็จ ของครู...
  • ซื่อสัตย์
  • รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น
  • ในการประชุมไม่พูดคุย หรือมองไปทางอื่น
  • การศึกษาดูงานในที่ต่างๆควรมองหาประโยชน์และชื่นชมเขา
  • ไม่ให้งานคั่งค้างข้ามวัน
  • ใช้คำขอโทษและขอบคุณ แสดงความจริงใจเสนอ เช่น การปรบมือให้ดังนานกว่า 3 วินาที และกล่าวคำว่า ขอบคุณหลังจากได้รับการปฏิบัติที่ได้ทันทีภายใน 3 วินาที
Be the best teacher.You can be!
จงทำดีที่สุด เท่าที่จะทำได้

สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ ปฏิรูปทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤต

5 ส.ค.

ได้มีโอกาสเป็นสมาชิกของเว็บไซต์ของ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน หรือ สสค. http://www.qlf.or.th/ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่น่าสนใจมากๆค่ะ เพราะเป็นเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลด้านการพัฒนาเยาวชนในแง่มุมที่น่าสนใจมากๆ อีกทั้งยังมีบทความ เอกสารต่างๆของนักการศึกษาคนสำคัญของไทย ซึ่งวันนี้ได้ไปดาวน์โหลดเอกสารชื่อ “สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ ปฏิรูปทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤต” ของท่านประเวศ วะสี แค่ได้อ่านปกใน ก็รู้สึกว่า เป็นเอกสารที่ทรงคุณค่ามากจริงๆ ประทับใจหลายๆข้อความ โดยเฉพาะ ข้อความที่ว่า

“ในที่ที่มีการสอน อาจไม่มีการเรียน ในที่ที่ไม่มีการสอน ก็มีการเรียนได้”

เพียงข้อความนี้ข้อความเดียวก็รู้สึกว่า เป็นข้อความที่มีความลึกซึ้งกินใจครูอย่างเราๆจริงๆ ว่าแท้ที่จริงแล้ว การเรียนรู้ของเด็กๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาทุกสถานที่ ไม่ได้จำกัดเพียงแต่ในโรงเรียนเท่านั้น แต่หากหมายถึงสังคม สิ่งแวดล้อมของตัวเด็กๆทั้งหลาย เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่อย่างเราๆ รวมทั้งคุณครูทั้งหลาย ควรมีการตระเตรียมสังคม สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสม เพราะสิ่งเหล่านี้มีเป็นการเรียนรู้ที่มีความหมาย สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริงของเขาในการที่เขา เด้กๆทั้งหลายจะดำรงชีวิตต่อไปได้ในสังคม ในชีวิตจริงของเขา หากสังคมแวดล้อมของเด็กๆ ไม่ใคร่ดีเท่าไรนัก ก็มิได้หมายความว่าจะไม่นำพาเด็กไปเรียนรู้ เพราะมันคือชีวิตจริง สิ่งสำคัญก็คือ ต้องเด็กๆเหล่านั้นเรียนรู้ชีวิต ที่จะทำให้เขาทั้งหลายสามารถดำรงตนอยู่ได้อย่างได้ให้ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
นี่เพียงข้อความเดียวเท่านั้น สำหรับเอกสารฉบับนี้ ขอเวลาไปอ่านและทำความเข้าใจแนวคิดของท่านประเวศ วะสี ให้ครบถ้วนเสียก่อนแล้วจะกลับมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอีกครั้งหนึ่ง
หากท่านใดสนใจ เชิญดาวน์โหลดเอกสารได้จากเว็บไซต์ของสสค.ได้เลยค่ะ หรือจากลิงค์นี้ค่ะ http://bit.ly/b4eWQ7


เรื่องดี…ที่น่าอ่านจริงๆ

25 ก.ค.

ขอขอบคุณ http://www.qlf.or.th/

แนะนำหนังสือน่าอ่าน

13 ก.ค.

ช่วงนี้ต้องเตรียมวางแผนการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการอ่านคิดวิเคราะห์ฯของนักเรียน  พอดีนึกถึงหนังสือชุดครบเครื่องเรื่องการคิด ของดร.สุวิทย์  มูลคำ ก็เลยนำของท่านมาอ่านดู ปรากฎว่าได้ความคิดเรื่องการจัดกิจกรรมมากทีเีดียว  หนังสือชุดนี้ประกอบด้วย

  1. การสอนคิดวิเคราะห์
  2. การสอนคิดเปรียบเทียบ
  3. การสอนคิดสังเคราะห์
  4. การสอนคิดวิพากษ์
  5. การสอนคิดอย่างมีวิจารณญาณ
  6. การสอนคิดประยุกต๋์
  7. การสอนคิดเชิงมโนทัศน์
  8. การสอนคิดเชิงกลยุทธ์
  9. การสอนคิดแก้ปัญหา
  10. การสอนคิดบูรณาการ
  11. การสอนคิดสร้างสรรค์
  12. การสอนคิดอนาคต

ภายในแต่ละเล่มนอกจากจะประกอบด้วยแนวคิดทฤษฎีของการสอนคิดแบบต่างๆแล้ว ยังมีแนวทางการจัดการเรียนรู้ กิจกรรมเสนอแนะในการฝึกคิด รวมทั้งมีแบบฝึกคิดให้ดูเป็นตัวอย่างมากพอสมควร  หากยังหาแนวทางของตนเองที่ชัดเจนไม่ได้ ลองศึกษาเอกสารแล้วนำไปใช้ดูก่อน แล้วค่อยประยุกต๋สร้างสรรค์นวัตกรรมของตนเองขึ้นมา

หากสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบของการจัดกิจกรรมการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน อาจเข้าทางของนวัตกรรมการศึกษาที่เราสามารถเป็นเจ้าได้อย่างภาคภูมิใจเหมือนนะคะ

ลองมองหาเอกสารชุดนี้ ที่ห้องบริการงานวิชาการของโรงเรียนดูนะคะ

หลักสูตรใหม่ ครูไม่ใหม่

1 ก.ค.

ไม่ได้ว่าครูนะคะ ไม่ได้แปลว่าครูไม่พัฒนาหรือใดใดทั้งสิ้น แต่หมายความว่า ถึงแม้หลักสูตรจะใหม่ ปรับแล้วปรับอีก สิ่งหนึ่งที่ครูอย่างเราจะต้องดำเนินต่อไปก็คือ

  • ศึกษาหลักสูตร
  • ศึกษากระบวนการเรียนรู้
  • ต้องพัฒนา จัดหาสื่อการจัดการเรียนรู้
  • วางแผนพัฒนากระบวนการวัดประเมินผล
  • ตระหนักถึงว่าผู้เรียนจะต้องเรียนรู้อะไร และผู้เรียนจะได้อะไร
  • จัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีความหมาย ก็คือการที่ผู้เรียนเห็นถึงประโยชน์สามารถนำไปใช้ได้ ในชีวิตจริง ปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวนักเรียนได้
  • ซ๋อมเสริมและวิจัยในชั้นเรียน

ต่อให้หลักสูตรใหม่แค่ไหน แต่ครูไม่ต้องใหม่หรอกค่ะ ครูเก่าครูแก่ ครูมืออาชีพอย่างเราไม่ต้องใหม่หรอกคะ ทำอย่างที่เคยต้องทำนั่นแหละค่ะ

อย่าท้อแท้ แล้วปล่อยให้หยากไย่มาเกาะเรานะคะ